Journal reflexion สถานการณ์การดูแลผู้ป่วยระยะยาวในประเทศไทย

อ่านบทความวิจัยนี้ {Sasat, 2013 #849} แล้วพบว่า สถานการณ์การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังระยะยาวในไทยมีปัญหาอีกมากมายก่ายกอง มีงานให้ทำอีกมาก ปัญหาตั้งแต่ปี 2013 น่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

จากการนับประชากรสถานดูแลผู้ป่วยระยะยาว 5 รูปแบบ ได้แก่ สถานจัดสวัสดิการผู้สูงอายุภาครัฐ Assisted Living, บ้านพักคนชรา, โรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะยาว, และ ฮอซพิซแคร์ พบปัญหาหลักๆ ได้แก่

  1. การดูแลผู้ป่วยแต่ละแบบ มีความทับซ้อนกัน ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยพิการ ผู้ป่วยสมองเสื่อม ผู้ป่วยระยะท้าย อยู่รวมกัน ทำให้ความต้องการพิเศษไม่ได้รับการตอบสนอง การไม่แยกประเภทผู้ได้รับบริการทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมาก
  2. เริ่มจาก บุคลากรสุขภาพที่ให้การดูแลตามความต้องการไม่เพียงพอ (เช่น ทุกที่ต่างมีปัญหาผู้ป่วยสมองเสื่อม แต่นักบำบัดหรือฟื้นฟูผู้ป่วยสมองเสื่อมไม่ได้มีในทุกแห่ง) ด้านหนึ่งเป็นเพราะการให้คำนิยาม และการกำหนดเกณฑ์การให้บริการที่ไม่ชัด และภาครัฐไม่ได้มีมาตรการกำหนดมาตรฐาน หรือเกณฑ์สถานดูแลผู้สูงอายุให้ชัดเจน ทำให้สถานดูแลทั้งห้าแบบ รับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้ดูแลระยะยาว และผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาทั้งหมด
  3. หรืออาจจะเป็นเพราะการบริหารจัดการ หรือการสนับสนุนไม่เพียงพอ ทำให้พบว่าบริการ Long Term Care Service มีผู้ให้บริการที่ไม่เพียงพอ ผู้ให้ความช่วยเหลือด้านกิจกรรมประจำวันที่น้อยเกินไป พยาบาลน้อยมาก ไม่ต้องพูดถึงนักบำบัดอื่นๆ ที่กลายเป็นของหายากไปเลย
  4. ปริมาณเจ้าหน้าที่ที่ไม่เพียงพอ การไม่จำแนกประเภทผู้ป่วย การขาดการประเมินสถานการณ์สุขภาพของผู้รับบริการ การจัดฝึกอบรมที่ไม่เพียงพอทำให้เจ้าหน้าที่รับภาระงานที่หนักมากเกินไป มีปากเสียงกับผู้รับบริการ (ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ) ส่งผลต่อทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ทำให้คุณภาพการดูแลแย่ลงไปอีก
  5. ข้อเสนอคือ ภาครัฐต้องมีมาตรการควบคุม มีเกณฑ์จำแนก การกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการให้บริการ จากนั้นสนับสนุนสถานบริการให้มีคุณภาพที่ดีเพียงพอ เช่น การฝึกอบรมเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่

สิ่งที่เห็นจากบทความคือ การขาดหายไปของมาตรการควบคุมและสนับสนุนคุณภาพของสถานบริการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยระยะยาว ผู้ป่วยระยะสุดท้าย เนื่องจากสถาบันเหล่านี้มีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพดังกล่าวได้มาก แต่ยังไม่มีงานที่วิพากษ์ว่าทำไมคุณภาพของการควบคุมคุณภาพของสถานบริบาลผู้ป่วยระยะยาวกลุ่มนี้จึงมีไม่มาก ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ความรุนแรงของปัญหา สังคมขาดผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และคนใกล้ตายมานานมากเป็นเวลานานแล้ว

Sasat, S., Choowattanapakorn, T., Pukdeeprom, T., Lertrat, P., & Aroonsang, P. (2013). Long-term care institutions in Thailand. Journal of Health Research, 27(6), 413-418. https://www.tci-thaijo.org/index.php/jhealthres/article/view/88736

Book Review สุขภาพทางปัญญา: จิตวิญญาณ ศาสนา และความเป็นมนุษย์

หนังสือ สุขภาพทางปัญญา: จิตวิญญาณ ศาสนา และความเป็นมนุษย์ กล่าวถึงมิติจิตวิญญาณไว้ในหลากหลายความหมาย ทั้งนี้ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ อธิบายคำว่าสุขภาพทางจิตวิญญาณหรือสุขภาพทางปัญญาในลักษณะของการทำความเข้าใจคำๆ นี้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยการทำความเข้าใจสุขภาพจิตวิญญาณส่วนใหญ่ผ่านมุมมองด้านศาสนา และยังมีจุดอ่อนในการอธิบายมิติจิตวิญญาณจากแง่มุมที่ไม่ใช่ศาสนา

ชิ้นส่วนที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้ คือการแจกแจงและพรรณาของลักษณะของสุขภาพทางจิตวิญญาณที่มีหลากหลายมิติ อันสามารถทำให้ผู้อ่านเข้าใจสุขภาพทางจิตวิญญาณได้มากขึ้น จากการค้นคว้าของ วิลเลียม เจมส์ (1961) ที่เสนอว่าจิตวิญญาณมีฐานคติจาก

  • ความเชื่อว่าโลกที่เรารู้จักเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของระบบจักรวาลแห่งสรรพชีวิตขนาดใหญ่ เรื่องเล่านี้ทำให้ชีวิตของเรามีความสำคัญและมีความหมาย
  • เป้าหมายที่แท้ของชีวิตคือการทำให้ชีวิตและโลกเป็นหนึ่งเดียว สอดคล้อลกลมกลืน
  • การภาวนา หรือการปฏิบัติด้านจิตวิญญาณ เป็นวิธีผสานชีวิตให้เป็นหนึ่งเดียวและสอดคล้องกลมกลืนกับระบบจักรวาลนั้น
  • การเข้าถึงความจริงดังกล่าว จะทำมาซึ่งปิติสุขของชีวิต เป็นของขวัญของชีวิต
  • การเข้าถึงมิติจิตวิญญาณเป็นหลักประกันความสุข ทำให้ชีวิตมีความอ่อนโยน มีความรัก เมตตาต่อสรรพสิ่ง

ในท้ายเล่ม นพ.โกมาตรยังสรุปสาระสำคัญของสุขภาพทางจิตวิญญาณไว้หลายประการ โดยมิติสุขภาพนี้ (นอกเหนือจากสุขภาพทางกาย สังคม จิตใจ) มุ่งเน้นไปถึง “ชีวิตที่ดีงาม” “ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” “การเติบโตด้านใน” โดยการเข้าถึงเป้าหมายนี้ สามารถเข้าถึงได้หลายวิธีทั้งวิธีที่อิงคำสอนทางศาสนา และไม่อิงคำสอนทางศาสนา

ข้อดีของการเข้าถึงสุขภาพทางจิตวิญญาณด้วยวิธีที่อิงศาสนาคือ ศาสนาอุดมไปด้วยเรื่องเล่า มีสาธก ระบบแบบแผนคำอธิบายที่ศาสนิกมีความคุ้นเคยและผ่านการสั่งสมเรื่องเล่า และชุดภาษาทางศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย ส่วนการเข้าถึงสุขภาพทางจิตวิญญาณที่ไม่อิงกับศาสนา ต้องอาศัยคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา หรือผลการศึกษาทางวิชาการ การเข้าถึงสุขภาพทางจิตวิญญาณผ่านช่องทางอย่างหลังจึงดูจะไม่ค่อยมีสีสัน ต้องอาศัยความคิด และไม่ค่อยเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก แต่ข้อดีคือไม่มีอคติด้านศาสนามาเป็นกำแพงในการเข้าถึงสุขภาพทางจิตวิญญาณ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจและไม่อยู่ในหนังสือ คือความสำคัญของการทำความเข้าใจสุขภาพในมิติจิตวิญญาณอันมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย และคุณภาพการตาย โดยในช่วงเวลาวิกฤตของชีวิตดังกล่าว สุขภาพทางจิตวิญญาณอาจไม่ใช่เรื่องกว้างๆ เป็นนามธรรมหรือเป็นวิชาการ แต่ส่งผลโดยตรงต่อการวางใจ การยอมรับความพลัดพรากสูญเสีย และต่อการเผชิญความตายที่กำลังมาถึงในเวลาไม่นาน การทำความเข้าใจสุขภาพทางจิตวิญญาณในช่วงที่เวลาชีวิตเหลือน้อยเต็มทีน่าจะกรององค์ประกอบที่ไม่จำเป็นเกี่ยวกับสุขภาพทางจิตวิญญาณออกไปได้มาก เหลือการปฏฺิบัติที่ช่วยให้ผู้เผชิญความสูญเสียผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตได้อย่างไม่ทุกข์ทรมาน ท่ามกลางความเคารพ ความเข้าใจ และความกรุณา

อ้างอิง

James, W. (2003). The varieties of religious experience: A study in human nature. Routledge.

โกมาตรจึงเสถียรทรัพย์ และ นภนาทอนุพงษ์พัฒน์. (2560). สุขภาพทางปัญญา: จิตวิญญาณ ศาสนา และความเป็นมนุษย์. สำนักงานคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ. นนทบุรี.

นิยามสุขภาวะทางจิตวิญญาณจากวารสาร Health, Spirituality and Medical Ethics

การนิยามว่าสุขภาวะทางจิตวิญญาณคืออะไร เป็นปัญหาตลอดมา จากประสบการณ์ของผมปัญหาด้านการนิยามคำนี้ได้แก่

1. สุขภาพทางจิตวิญญาณเป็นนามธรรม

2. เป็นคำนิยามที่อิงกับศาสนา ซึ่งในโลกที่เป็นคามนิยม อันประชากรจำนวนมาก (คาดว่าประมาณครึ่งหนึ่ง) อยากให้ความรู้ไม่ผูกพันพึ่งพิงกับศาสนา ประเด็น “จิตวิญญาณ” จึงอยู่ในสถานะที่อิลักอิเลื่อ 

3. วัดได้ยาก

4. อยู่ภายใต้บริบทวัฒนธรรม อธิบายข้ามวัฒนธรรมได้ยาก

5. คนเข้าใจจิตวิญญาณ มักต้องมีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่สุขภาพทางจิตวิญญาณเป็นความจริงที่จับต้องได้จริงๆ และมีผลต่อความผาสุก (well being) ของคนที่เคยมีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณและศาสนา (ครึ่งหนึ่งของประชากรโลกนี่ก็เยอะเหมือนกันนะครับ) การทำนิยามนี้ให้ชัดเจนก็เป็นเรื่องจำเป็น

เมื่อคืนผมเปิดอ่านวารสารจิตวิญญาณ สุขภาพ และจริยธรรม ก็มีคณะบรรณาธิการช่วยกันให้คำนิยาม ซึ่งก็ให้คำนิยามได้น่าสนใจ เขาอยากพาให้คำว่าสุขภาพทางจิตวิญญาณมีความชัดเจน ครอบคลุม และใช้กันได้ข้ามวัฒนธรรม ก็เลยนิยามเสียว่า 

Spiritual health is defined as satisfactions, as well as inner feelings and beliefs accompanied by constructive relationships with self, others, a higher power, or God within the specific cultural framework of each society, which results in the meaningfulness of life and death.

Solhi M, Fattahi E, Pouresmaeil M, Darvishigilan H, Rastaghi S. (2019)

สุขภาพทางจิตวิญญาณหมายว่า ความรู้สึกส่วนลึกและความเชื่อ ที่เป็นผลจากการร่วมกันสรรค์สร้างของทั้งตนเอง ผู้อื่น และพลังอำนาจที่เหนือพ้นตัวตน เช่น พระเจ้า หรืออำนาจอื่นใดที่วัฒนธรรมหรือสังคมนั้นๆ เสนอกรอบไว้ โดยความรู้สึกหรือความเชื่อนั้นได้ทำให้ชีวิตและความตายเปี่ยมไปด้วยความหมาย

แม้นิยามนี้จะยังคงติดอยู่ในปัญหาที่ข้าพเจ้าเสนอไว้ข้างต้น คือ ยกให้ “อำนาจเหนือพ้นตัวตน” เป็นเรื่องของแต่ละวัฒนธรรมที่จะไปกำหนดนิยามกันเอง และไม่ได้อภิปรายต่อว่า จะกำหนดขอบเขตสังคมอย่างไร ใครจะเป็นผู้กำหนดนิยาม กำหนดนิยามด้วยวิธีการใด และมันจะใช้ได้มากน้อยเพียงใด

แต่นิยามนี้ก็มีข้อดี คือช่วยสลายขั้วของความเป็นศาสนานิยม หรือคามนิยมไปได้

นิยามนี้ดูจะช่วยประนีประนอมในลักษณะว่า 1) สุขภาพทางจิตวิญญาณ 2) อำนาจเหนือพ้นตัวตน และ 3) ความหมายของชีวิตและความตายมีอยู่จริง แต่เป็นเรื่องของแต่ละสังคมวัฒนธรรมที่จะต้องไปหา “กรอบแห่งสุขภาพทางจิตวิญญาณ” กันเอาเอง นิยาม มาตรฐาน แบบทดสอบ ก็เป็นเรื่องที่แต่ละสังคมคงต้องสร้างและทดลองหากันไป

Solhi M, Fattahi E, Pouresmaeil M, Darvishigilan H, Rastaghi S. The Letter to Editor: A Comprehensive Definition of Spiritual Health. Health Spiritual Med Ethics. 2019;6(3):2.

http://jhsme.muq.ac.ir/article-1-264-en.html